“สมาธิ” ยาคลายเครียด ช่วยป้องกันป่วย 6 โรค

รพ.จิตเวชโคราช เผย “สมาธิ” เป็นยาคลายเครียดได้ผลชะงัด แนะควรฝึกใช้ประจำ ช่วยป้องกันป่วย 6 โรค

รพ.จิตเวชนครราชสีมา แนะประชาชนฝึกทำสมาธิแบบง่ายเพื่อเป็นยาคลายเครียด โดยใช้วิธีนับจำนวนลมหายใจเข้าและออก ระบุหากฝึกเป็นประจำใช้เวลาเพียง 15 นาที วันละ 2 ครั้ง จะทำให้จิตใจสงบเบิกบาน อารมณ์เย็น สมองแจ่มใส  ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากความเครียดอย่างน้อย 6 โรคได้แก่ซึมเศร้า อัลไซเมอร์ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ

นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ล้วนก่อความเครียดให้ประชาชนได้ง่าย การคลายเครียดมีหลายวิธีที่ได้ผล เช่นการออกกำลังกาย แต่ประชาชนบางคนอาจไม่สะดวก หรือมีข้อจำกัดต่างๆ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯจึงมีข้อแนะนำให้ใช้วิธีการฝึกทำสมาธิ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด มีรูปแบบที่ง่าย สามารถปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด สามารถทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่มีข้อจำกัดด้านอายุ ผู้ที่กำลังนอนป่วยก็ทำได้ หลักสำคัญของการทำสมาธิคือการเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว วิธีที่แนะนำคือการนับลมหายใจของตัวเองเป็นหลัก และยุติการคิดเรื่องอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบ ปลอดความคิดฟุ้งซ่าน ความกังวล เศร้า โกรธ ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียด

ทางด้านแพทย์หญิงอรภา เข็มทอง จิตแพทย์และหัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายรพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการฝึกสมาธิโดยการนับลมหายใจมีเพียง 3 ขั้นง่ายๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ให้นั่งหรือนอน แล้วหลับตา เพื่อตัดสิ่งรบกวนทั้งหมด และหายใจเข้า-ออกช้าๆ จากนั้นให้เริ่มนับลมหายใจเข้า-ออก คือลมหายใจเข้านับ 1 หายใจออกก็นับ 1, หายใจเข้านับ  2หายใจออกก็นับ 2 นับไปเรื่อยๆ ลักษณะเดียวกันจนถึง 5 แล้วให้เริ่มนับ 1 ใหม่ นับไปจนถึง 6 แล้วกลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่ จนถึง 7 และเพิ่มจำนวนเป็น 8, 9, 10 เมื่อครบ 10 ถือเป็น 1 รอบ แล้วจึงเริ่มนับ 1 ใหม่ ไปจนถึง 10 และทำซ้ำๆกัน จนใจสงบและนิ่งขึ้น  โดยผู้ที่เริ่มฝึกครั้งแรก อาจจะนับเลขผิดพลาดได้ เนื่องจากอาจยังไม่มีสมาธิพอหรืออาจจะมีความคิดอื่นๆ ผุดขึ้นมาระหว่างนับลมหายใจ ไม่ต้องกังวลใจ ขอให้พยายามตั้งสติใหม่ ประการสำคัญเมื่อมีความคิดแทรกขึ้นมา ขอให้รับรู้และปล่อยไป ไม่เก็บมาคิดต่อ สมาธิจะดีขึ้น

ขั้นที่ 2 เมื่อใจสงบมากขึ้นแล้ว ให้เริ่มนับลมหายใจเข้า-ออกเร็วขึ้นไปอีกและต่อเนื่องกัน คือหายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 หายใจเข้านับ 3 หายใจออกนับ 4 ไปจนถึง 10 และขั้นที่ 3หากนับลมหายใจเข้า-ออกได้เร็วและไม่ผิดพลาด แสดงว่าจิตใจสงบมากแล้ว คราวนี้ให้ใช้สติมารับรู้รับลมหายใจเข้า-ออก เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องนับเลข และไม่คิดเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่เรื่องสงบเท่านั้น

แพทย์หญิงอรภากล่าวต่อไปว่า หากเราฝึกสมาธิเป็นประจำ โดยใช้เวลาเพียง 15 นาที วันละ 2 ครั้ง คือเช้าและเย็นหรือก่อนนอน จะทำให้จิตใจเราสงบ เบิกบาน อารมณ์เย็น สมองแจ่มใส หายเครียด จนตัวเองและคนใกล้ชิดรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

“การฝึกสมาธินี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก  มีงานวิจัยยืนยันตรงกันว่ามีผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ช่วยทำให้จิตสงบ โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินส์ (Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ระบบประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบ การทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถป้องกันการเกิดโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ได้อย่างน้อย 6 โรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารทุกข์คืออดรีนาลิน (Adrenalin) ทำให้หลอดเลือดตีบตัว มีผลทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วและแรงขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆในร่างกาย ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่าภาวะจิตใจที่เครียดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้ถึง 1 ใน3 ”    แพทย์หญิงอรภากล่าว